All posts by ประชาสัมพันธ์ โรงพยาบาลโพธิ์ไทร

โครงการความอาย คือ สารก่อมะเร็ง

สถาบันมะเร็งแห่งชาติ จัดโครงการ “ความอายคือสารก่อมะเร็ง” สร้างความเข้าใจ เชิญชวนผู้หญิงไทยเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก เพื่อกระตุ้นให้หญิงไทยก้าวข้ามความอาย เข้ารับการตรวจคัดกรองเพื่อสร้างเกราะป้องกันมะเร็งปากมดลูก

“มะเร็งปากมดลูกเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย ปัจจุบัน ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกยังมีแนวโน้มที่สูงขึ้น ปัญหาสำคัญเนื่องจากผู้หญิงไทยส่วนใหญ่ยังคงเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง คิดว่าอายุยังน้อย ร่างกายแข็งแรง หรือมีคู่นอนเพียงคนเดียว ไม่น่าจะเกิดโรคร้ายนี้ได้ จึงไม่เห็นความสำคัญของการตรวจคัดกรองมะเร็งและฉีดวัคซีนป้องกัน ไม่เพียงเท่านั้น งานวิจัยยังพบว่าผู้หญิงไทยหลายคนแม้จะรู้ถึงอันตรายของมะเร็งปากมดลูก แต่ก็ไม่กล้าไปตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก โดยสาเหตุสำคัญเนื่องมาจาก ‘ความอาย’”

ปัจจุบัน มะเร็งปากมดลูกและรอยโรคก่อนมะเร็งที่เกิดจากการติดเชื้อเอชพีวี สามารถป้องกันได้ด้วยการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ซึ่งเป็นวิธีการที่ง่าย รวดเร็ว และไม่เจ็บ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่สถานพยาบาลที่ล้วนผ่านการอบรมมาแล้ว ทุกคนมีจุดมุ่งหมายเดียวกันเพื่อป้องกันคนไข้จากมะเร็งปากมดลูก ดังนั้น หากรู้สึกอายที่จะเข้ารับการตรวจคัดกรองจากเจ้าหน้าที่โรงพยายาล เราอยากให้ผู้หญิงทุกคนพยายามเอาชนะความอายและระลึกไว้ว่า หากเป็นมะเร็งปากมดลูกแล้วจะได้รับความทุกข์ทรมานกว่านี้มาก และอาจเสียชีวิตจากโรคนี้ได้

สามารถเรียนรู้เกี่ยวกับเชื้อไวรัส HPV และมะเร็งปากมดลูกเพิ่มเติมได้ที่

หนังสือแนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน 2560 (CPG) จาก สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องดูแลรักษาต่อเนื่อง การรักษามีจุดประสงค์และเป้าหมายชัดเจนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อน ให้ผู้ป่วยมีสุขภาพดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดี การบรรลุผลลัพธ์ดังกล่าวต้องการทีมสหสาขาวิชาชีพร่วมกันให้การดูแลรักษา โดยให้ความรู้เกี่ยวกับโรค วิธีการรักษา สร้างทักษะการกินการอยู่ที่ถูกต้อง โน้มน้าวสร้างแรงจูงใจให้ผู้ป่วยปฏิบัติได้จริง กิจกรรมเหล่านี้นอกจากได้ประโยชน์ในการรักษาแล้ว ยังเกิดประโยชน์ในการป้องกันโรคเบาหวานและส่งเสริมสุขภาพด้วย

การคัดกรองหาผู้เป็นเบาหวานมีความจำเป็นสำหรับค้นหาผู้ที่เป็นโรคในระยะเริ่มแรก เพื่อให้การวินิจฉัยและรักษา เพราะโรคในระยะที่เริ่มเป็นสามารถควบคุมให้ได้ตามเป้าหมายง่ายกว่าและป้องกันการเกิดโรคแทรกซ้อนได้มากกว่า อีกทั้ง หากพบผู้มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานสามารถให้การป้องกันหรือชะลอไม่ให้เกิดโรคเบาหวานได้ นอกจากการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดแล้ว ยังต้องควบคุมปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อการเกิดโรคแทรกซ้อน โรคเบาหวานและโรคแทรกซ้อนมีการดำเนินโรคแบบค่อยเป็นค่อยไปโดยไม่มีอาการ การดูแลรักษาโรคเบาหวานในระยะยาวจึงถือว่ามีความซับซ้อนในระดับหนึ่ง

แนวทางเวชปฏิบัตินี้ครอบคลุมการจัดการโรคเบาหวาน ทั้งการให้บริการ การป้องกัน และการดูแลรักษาประกอบกับมีข้อมูลใหม่จากการศึกษาวิจัยปรากฏขึ้นเป็นระยะ คณะผู้จัดทำฯ ได้ปรับปรุงเนื้อหาให้ทันสมัยเพิ่มรายละเอียดการรักษากรณี ถือศีลอด ผู้ที่มีโรคไตเรื้อรังและภาวะไตวาย หวังว่าแนวทางเวชปฏิบัตินี้จะเป็นประโยชน์ในการจัดการโรคเบาหวานสำหรับทีมดูแลรักษาโรคเบาหวานทุกระดับ

ที่มา : สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

Download “หนังสือแนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน 2560 (CPG) จาก สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” cpg2017ebaahwaan_9-1-2561_laasud_0.pdf – Downloaded 16 times – 3 MB

เครือข่ายบริการสุขภาพอำเภอโพธิ์ไทรจัดอบรมฟื้นฟูวิชาการโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD)

เมื่อวันที่ 4-5 มกราคม 2561 ที่ผ่านมาเครือข่ายบริการสุขภาพอำเภอโพธิ์ไทรได้จัดการอบรมฟื้นฟูวิชาการโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD) ให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ดูแลงานโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของอำเภอโพธิ์ไทร โดยวิทยากรนายแพทย์พิชญ์ สิมเสมอ นายแพทย์ปฏิบัติการ ณ ห้องประชุมร่มโพธิ์ไทร โรงพยาบาลโพธิ์ไทร

เครือข่ายบริการสุขภาพอำเภอโพธิ์ไทรรับการนิเทศงานผสมผสาน ครั้งที่ 1 ประจำปีงบประมาณ 2561

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา เครือข่ายบริการสุขภาพอำเภอโพธิ์ไทรรับการนิเทศงานผสมผสาน ครั้งที่ 1 ประจำปีงบประมาณ 2561  นำโดย นางน้ำเพชร ตั้งยิ่งยง ทันตแพทย์ (เชี่ยวชาญ) รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี ณ ห้องประชุมร่มโพธิ์ไทร โรงพยาบาลโพธิ์ไทร

งานสวัสดีปีใหม่ 2561

งานสวัสดีปีใหม่ 2561 ณ สนามกีฬาโรงพยาบาลโพธิ์ไทร ในวันที่ 21 ธ.ค. 2560 โดยจัดงานในธีม “คัลเลอร์ฟูล” และมีกิจกรรมมอบของขวัญปีใหม่รวมทั้งประกวดการแต่งกายตามธีมงาน

8 วิธีดูแลสุขภาพ เมื่อลมหนาวพัดผ่าน

ขณะนี้ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงจะทำให้เจ็บป่วยได้ง่ายหากร่างกายปรับตัวไม่ทัน จึงขอเตือนประชาชนให้ป้องกันตนเองจาก 6 โรคที่พบบ่อยในฤดูหนาวทุกปี ได้แก่ ไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม หัด โรคสุกใส มือเท้าปาก อุจจาระร่วงในเด็กเล็ก พร้อมย้ำเตือนนักดื่ม ไม่ควรดื่มสุราเพื่อแก้หนาว อาจเสียชีวิตได้ ทั้งนี้ประชาชนควรป้องกันตนเองจาก 6 โรคที่พบบ่อยในฤดูหนาวทุกปี ได้แก่

  1. โรคไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ ติดต่อกันโดยน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วยที่ไอ จามรดกัน ผู้ป่วยจะมีไข้สูง มีน้ำมูก คัดจมูก ปวดศีรษะ ไอแห้งหรือไอมีเสมหะ
  2. โรคปอดบวม มักเกิดตามหลังโรคหวัด 2-3 วัน ผู้ป่วยจะมีไข้สูง ไอมาก หายใจเร็ว หอบเหนื่อย หากเป็นรุนแรงอาจทำให้ระบบหายใจล้มเหลว
  3. หัด พบในเด็กอายุ 1-6 ปี ติดต่อกันโดยการไอ จาม รดกัน ผื่นจะขึ้นประมาณวันที่ 4 นับตั้งแต่เริ่มมีไข้ ไข้จะลดลงเมื่อผื่นกระจายไปทั่วตัว และหายไปใน 14 วัน
  4. โรคสุกใส ติดต่อกันโดยการหายใจเอาละอองเสมหะ น้ำมูกและน้ำลายของผู้ป่วย หรือสัมผัสน้ำเหลืองจากตุ่มพองใสที่ผิวหนังของผู้ป่วย มักเกิดในเด็ก ผู้ป่วยจะมีผื่นขึ้นที่หนังศีรษะ ใบหน้า ตามตัวเป็นผื่นแดง นูน จากนั้นตุ่มจะเป็นหนอง แห้งตกสะเก็ด และร่วงภายใน 5-20 วัน
  5. โรคมือ เท้า ปาก เกิดจากได้รับเชื้อไวรัสเข้าสู่ปาก จากมือ หรือของเล่นที่เปื้อนน้ำลาย น้ำมูก น้ำจากตุ่มพองและแผล หรืออุจจาระของผู้ป่วย ผู้ป่วยจะมีตุ่มแดงที่ลิ้น เหงือก กระพุ้งแก้ม แล้วจะเกิดตุ่มหรือผื่นนูนสีแดงเล็ก ๆ (มักไม่คัน) ที่ฝ่ามือ นิ้วมือ ฝ่าเท้า ก้น ตุ่มนี้จะกลายเป็นตุ่มพองใส และแตกออกเป็นแผล
  6. โรคอุจจาระร่วงในเด็กเล็ก มักเกิดกับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ติดต่อกันโดยการดื่มน้ำ หรือกินอาหารที่มีเชื้อปนเปื้อนเข้าไป ผู้ป่วยจะมีอาการถ่ายอุจจาระเหลวบ่อยครั้ง โดยทั่วไปอาการไม่รุนแรง แต่เด็กบางคน อาจขาดน้ำรุนแรงจนต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล
จึงขอเตือนประชาชนให้ระมัดระวัง หมั่นดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ และปฏิบัติ ดังนี้
  • รักษาร่างกายให้อบอุ่นไม่กระทบอากาศร้อนหรือเย็นจนเกินไป
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น มะขามป้อม ฝรั่ง มะขาม มะละกอสุก ส้มโอ พุทรา เป็นต้น ไม่รับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ
  • รักษาความสะอาดของร่างกาย เช่น ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดบ่อยๆโดยเฉพาะก่อนหยิบจับอาหารเข้าปาก ก่อน-หลัง เข้าห้องน้ำห้องส้วม
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-5 วันๆ ละ 30 นาที
  • ไม่ใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว จาน เป็นต้น
  • ไม่คลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วย หรือถ้าจำเป็นต้องใส่ผ้าปิดปาก-ปิดจมูก เสมอ ล้างมือทุกครั้งที่สัมผัสผู้ป่วย
  • หมั่นสังเกตสุขภาพร่างกายของตนเองและบุคคลในครอบครัว หากไม่สบาย มีอาการคล้ายไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ คือ มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยเนื้อตัว อ่อนเพลีย เจ็บคอ ไอ อาจมีน้ำมูก น้ำตาไหล โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว มักมีอาการรุนแรง สังเกตได้จากหอบ หายใจลำบาก หรื ถ้ามีไข้สูงเกิน 2 วัน ต้องรีบไปรับการรักษาที่สถานบริการสาธารณสุขทันที

ที่มา
กรมอนามัย

เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลโพธิ์ไทร ร่วมบริจาคช่วยเหลือครอบครัวนางวนิดา ศรีแก้ว (โรงพยาบาลยะลา)

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา คณะเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลโพธิ์ไทร ร่วมบริจาคช่วยเหลือครอบครัวนางวนิดา ศรีแก้ว (โรงพยาบาลยะลา) ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัด เป็นจำนวนเงิน 3,450 บาท

โรงพยาบาลโพธิ์ไทรทำกิจกรรมแนะนำผู้ป่วยและญาติร่วมฝึกสมาธิโดยการกำหนดลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ช่วงระหว่างรอรับบริการ

โรงพยาบาลโพธิ์ไทรทำกิจกรรมแนะนำผู้ป่วยและญาติร่วมฝึกสมาธิโดยการกำหนดลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ช่วงระหว่างรอรับบริการ โดยการใช้เพลง ดั่งดอกไม้บาน ของแม่ชีศันสนีย์ แห่งเสถียรธรรมะสถาน โดยวิธีการฝึกมีดังนี้

ขั้นเตรียมร่างกาย

  • ให้ทุกคนลุกขึ้นยืน ห่างกันพอประมาณ
  • ฝึกการเคลื่อนไหวร่างกายเข้าจังหวะของเนื้อเพลงดอกไม้บาน

ขั้นการเคลื่อนไหวร่างกาย (เพลงดอกไม้บาน)

  • ลมหายใจเข้า – ให้เอามือ 2 ข้าง ทำท่าโอบอากาศเข้ามาที่ตัวเรา โดยให้มีอ 2 ข้างประสานกัน
    ไว้ที่หน้าอก พร้อมกับสูดลมหายใจเข้าอย่างช้า ๆ X
  • ลมหายใจออก – ผายมือ 2 ข้างออกให้กว้างที่สุด พร้อมกับค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออก \ I /
  • ดั่งดอกไม้บาน – วาดแขนและมือทั้งสองข้าง ยกขึ้นเหนือศีรษะ ให้ฝ่ามือทั้งสองข้างประกบชิดกันเป็นรูปดอกไม้บาน \/
  • ภูผาใหญ่กว้าง – ค่อย ๆ ยืนด้วยปลายเท้า (ยกส้นเท้า) พร้อมเปลี่ยนท่าของมือทั้งสองข้างให้ฝ่ามือประกบกันเหมือนท่าไหว้ พร้อมกับค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกช้า ๆ /\
  • ดั่งสายน้ำ – ยืนตรงในท่าปกติ และลดแขนและมือลงมาอยู่ระดับเอว จากนั้นกางนิ้วมือออกทั้งสองข้างแกว่งไปมา (เหมือนคลื่นน้ำ) พร้อมทั้ง สูดลมหายใจเข้าช้า ๆ S
  • ฉ่ำเย็น – ทำท่าเดียวกับ “ดั่งสายน้ำ” แต่สลับข้าง พร้อมค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกช้า ๆ S
  • ดั่งนภากาศ – วาดแขนและมือขึ้นเหนือศีรษะ มือไขว้กันเป็นรูปโค้งเหมือนท้องฟ้า พร้อมทั้งสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ X
  • อันบางเบา – ค่อย ๆ เหยียดแขน และแบมือออกทั้ง 2 ข้าง และปล่อยลงข้างลำตัว ช้า ๆพร้อมกับผ่อนลมหายใจออกอย่างช้า ๆ

ภาพกิจกรรมบริเวณตึกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลโพธิ์ไทร

 

เครือข่ายบริการสุขภาพอำเภอโพธิ์ไทรจัดกิจกรรมวันเบาหวานโลก ประจำปี 2560 ณ โรงพยาบาลโพธิ์ไทร

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 คลินิก NCD คุณภาพเครือข่ายบริการสุขภาพอำเภอโพธิ์ไทรจัดกิจกรรมวันเบาหวานโลก ประจำปี 2560 ณ คลินิกโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โรงพยาบาลโพธิ์ไทร โดยมีการจัดนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน รวมทั้งการแนะนำการบริโภคอาหารที่ถูกต้องเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานด้วย

วันเบาหวานโลก ปี 2560 Women and Diabetes
ตามที่สมาพันธ์โรคเบาหวานนานาชาติกำหนดให้วันที่ 14 พฤศจิกายน ของทุกปีเป็นวันเบาหวานโลก เพื่อเป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญของวันสตรีสากลในวันที่ 8 มีนาคม สหพันธ์โรคเบาหวานนานาชาติ (International Diabetes Federation; IDF) ได้ประกาศแนวทางการรณรงค์ในวันเบาหวานโลกปี 2560 เกี่ยวกับ “เบาหวานและผู้หญิง: สิทธิเพื่อสุขภาพที่ดีในอนาคต

292px-world_diabetes_day_logo-svgวันเบาหวานโลก เป็นการรณรงค์หลักสร้างความตื่นรู้ในระดับโลกถึงโรคเบาหวาน และจัดขึ้นทุกวันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปี ริเริ่มขึ้นครั้งแรกใน พ.ศ. 2534 โดยสหพันธ์เบาหวานนานาชาติ และองค์การอนามัยโลก เพื่อสนองต่อการเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจของเบาหวานทั่วโลก วันเบาหวานโลกเป็นการรณรงค์ซึ่งเน้นธีมใหม่ที่เลือกโดยสหพันธ์เบาหวานนานา ชาติทุกปีเพื่อชี้ให้เห็นปัญหาที่เผชิญชุมชนผู้ป่วยเบาหวานโลก การรณรงค์นั้นมีขึ้นตลอดทั้งปี แต่วันนี้พิเศษตรงที่เป็นวันเกิดของเฟรเดอริก แบนติง ผู้ ร่วมกับชาร์ลส์ เบสต์ เป็นคนแรกที่เข้าใจแนวคิดซึ่งนำไปสู่การค้นพบอินซูลินใน พ.ศ. 2465

แต่ละปี วันเบาหวานโลกมุ่งไปที่ธีมเกี่ยวกับโรคเบาหวาน หัวเรื่องที่ครอบคลุมนั้น รวมไปถึง เบาหวานกับสิทธิมนุษยชน เบาหวานกับวิถีชีวิต เบาหวานกับความอ้วน เบาหวานในผู้ด้อยโอกาสและกลุ่มเสี่ยง เบาหวานในเด็กและวัยรุ่น[1] และพูดคุยเกี่ยวกับโรคเบาหวาน[2]

[อ้างอิง]

1.”Previous campaigns”. World Diabetes Day. International Diabetes Federation. สืบค้นเมื่อ 2010-11-04.

2.http://www.diabetes.co.uk/diabetes-week/celebrities-taking-part-in-diabetes-week.html

[ภาพกิจกรรม]

ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิตในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 ณ หอประชุมอำเภอโพธิ์ไทร เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป

ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิตในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 ณ หอประชุมอำเภอโพธิ์ไทร เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป

การเตรียมตัวก่อนบริจาคโลหิต

  1. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ในเวลานอนปกติของตนเอง ในคืนก่อนวันที่จะมาบริจาคโลหิต
  2. สุขภาพสมบูรณ์ทุกประการ ไม่เป็นไข้หวัด หรืออยู่ระหว่างรับประทานยาแก้อักเสบใดๆ
  3. รับประทานอาหารมื้อหลัก ก่อนมาบริจาคโลหิต หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เช่น ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ อาหารที่ประกอบด้วยกะทิ แกงต่างๆ ของทอด ของหวาน ฯลฯ เนื่องจากจะทำให้สีของพลาสมาผิดปกติเป็นสีขาวขุ่น ไม่สามารถนำไปใช้ได้
  4. ดื่มน้ำ 3-4 แก้ว และเครื่องดื่มเหลวเพิ่ม เช่น น้ำผลไม้ นม น้ำหวาน เพื่อเพิ่มปริมาณ โลหิตในร่างกาย จะช่วยป้องกันอาการแทรกซ้อน เช่น มึนงง อ่อนเพลีย หรือวิงเวียนศีรษะภายหลังบริจาคโลหิต
  5. งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ก่อนมาบริจาคโลหิตอย่างน้อย 24 ชั่วโมง
  6. งดสูบบุหรี่ก่อนและหลังบริจาคโลหิต 1 ชั่วโมง เพื่อให้ปอดฟอกโลหิตได้ดี

คุณสมบัติผู้บริจาคโลหิต

  1. อายุระหว่าง 17 ปี ถึง 70 ปีบริบูรณ์ ผู้ที่มีอายุ 17 ปี ไม่ถึง 18 ปี ต้องมีหนังสือยินยอมจากผู้ปกครอง
  2. ผู้บริจาคโลหิตเป็นครั้งแรก ถ้าอายุเกิน 55 ปี – 60 ปี ให้อยู่ในดุลพินิจของแพทย์ และ พยาบาล
  3. ผู้บริจาคโลหิตอายุมากกว่า 60 ปี – 70 ปี แบ่งเกณฑ์การคัดเลือกตามาอายุ 2 ช่วง ดังนี้
    1. การคัดเลือกผู้บริจาคโลหิตอายมากกว่า 60 จนถึง 65 ปี
      • เป็นผู้บริจาคโลหิตประจำมาโดยตลอดจนกระทั่งอายุ 60 ปี
      • บริจาคโลหิตได้ไม่เกินปีละ 3 ครั้ง คือทุก 4 เดือน
      • ตรวจ Complete Blood Count ( CBC ) , Serum Ferritin ( SF ) ปีละ 1 ครั้ง เพื่อประกอบการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพทั่วไป และสำหรับแพทย์ใช้ผลการตรวจ SF ในการติดตามและปรับการให้ธาตุเหล็กทอดแทน
    2. ผู้บริจาคโลหิตอายุมากกว่า 65 ปี จนถึง 70 ปี
      • เป็นผู้บริจาคโลหิตต่อเนื่องสม่ำเสมอในช่วงอายุ มากกว่า 60 ปี จนถึง 65 ปี
      • บริจาคโลหิตได้ไม่เกินปีละ 2 ครั้ง คือ ทุก 6 เดือน
      • ต้องได้รับการตรวจคัดกรองสุขภาพโดยแพทย์ หรือพยาบาลของธนาคารเลือดหรือหน่วยงานรับบริจาคโลหิตซึ่งมีหน้าที่ในการตรวจคัดกรองสุขภาพผู้บริจาคโลหิต
  4. ตรวจ CBC และ SF ปีละ 1 ครั้ง
  5. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอในเวลาปกติของตนเอง ในคืนก่อนวันที่มาบริจาคโลหิต
  6. ไม่มีอาการท้องเสีย ท้องร่วง ใน 7 วันที่ผ่านมา
  7. ไม่อยู่ในช่วงน้ำหนักลดอย่างรวดเร็วในระยะ 3 เดือนที่ผานมาโดยไม่ทราบสาเหตุ
  8. สตรีไม่อยู่ในระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร และไม่มีการคลอดบุตรหรือแท้งบุตรภายใน 6 เดือน ที่ผ่านมา
  9. น้ำหนักต้องไม่ลดผิดปกติในระยะ 3 เดือนที่ผ่านมา โดยไม่ทราบสาเหตุ
  10. หากรับประทานยาแอสไพริน, ยาคลายกล้ามเนื้อหรือยาแก้ปวดอื่นๆ ต้องหยุดยามาแล้ว 3 วัน ถ้าเป็นยาแก้อักเสบหรือยาอื่นๆ ต้องหยุดยามาแล้ว 7 วัน
  11. ไม่เป็นโรคหอบหืด, ผิวหนังเรื้อรัง, วัณโรค หรือภูมิแพ้อื่นๆ
  12. ไม่เป็นโรคความดันโลหิตสูง, เบาหวาน, หัวใจ, ตับ, ไต, มะเร็ง, ไทรอยด์,โลหิตออกง่าย-หยุดยาก หรือโรคประจำตัวอื่นๆ
  13. หากถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูนหรือรักษารากฟัน ต้องทิ้งระยะอย่างน้อย 3 วัน
  14. หากเคยได้รับการผ่าตัดใหญ่ต้องเกิน 6 เดือน, ผ่าตัดเล็ก ต้องเกิน 1 เดือน
  15. ท่านหรือคู่ครองของท่านต้องไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์
  16. ต้องไม่มีประวัติยาเสพติด หรือเพิ่งพ้นโทษ ต้องเกิน 3 ปี และมีสุขภาพดี
  17. หากเจาะหู, สัก, ลบรอยสักหรือฝังเข็มในการรักษา ต้องเกิน 1 ปี
  18. หากมีประวัติเจ็บป่วยและได้รับโลหิตของผู้อื่น ต้องเกิน 1 ปี
  19. หากมีประวัติเป็นมาเลเรีย ถ้าเคยเป็นต้องหายมาแล้วเกิน 3 ปี หากเคยเข้าไปในพื้นที่ ที่มีเชื้อมาเลเรียชุกชุม ต้องทิ้งระยะอย่างน้อยเกิน 1 ปี จึงบริจาคโลหิตได้
  20. ต้องไม่ได้รับวัคซีนในระยะ 14 วัน หรือเซรุ่มในระยะ 1 ปี ที่ผ่านมา
  21. ก่อนบริจาคโลหิตต้องรับประทานอาหารให้เรียบร้อย หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง เช่น ข้าวมันไก่ ข้าวข้าวหมู ของทอด ของหวาน แกงกะทิต่างๆ